
วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555
All

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
Paper Sculpture
วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555
วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554
Skybird
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ความฝันของฉันป่วย [My Dreams Were Sick] ตอนที่ 1
วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ความฝันของฉันป่วย [My Dreams Were Sick]
วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
(cherish)Moonkey

If you select to choose one thing for your life,
"สิ่งที่ชอบอาจจะใช่หรือไม่
แล้วคุณจะเลือกจะเลือก
วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
cherish (snail)moon

น้องมูนเอาถุงนอนห่อ "ตัว" เอากล่องกระดาษ "กระดอง"
วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554
Hope (ความหวัง)
Description: เพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตใ

Description: จากเหตุการณ์อุทกภัยในภาคใต
วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
好きだ [su-ki-da] มากมายความหมาย

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554
จากสมุดบันทึกที่คิด "จะเผาทิ้ง"
จากการเก็บห้องจัดหนังสือและเอกสารต่างๆ ก็ดันพบสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง



วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554
จดหมายที่สาปสูญ : Lost email

อ้างอิงจาก Links
One more time, One more chance
เธอรู้สึกบ้างมั้ยเวลาที่เธออยู่กับฉัน รู้สึกว่า... มีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายๆ กัน
ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้ว่าฉันรู้สึกอย่างไรมั้ย แต่ฉันรู้สึก...
จากความคล้ายกันมันทำให้เราเข้าใจกัน โดยไม่ต้องเปล่งเสียงพูดหรือเขียน
เป็นประโยค เพียงเรามองตา แววตานำพาเราเข้าไปในความรู้สึก ณ เวลานั้น
มันบรรยายถึงสภาวะจิตใจกับเหตุการณ์ที่ประสบอย่างพรั่งพรู
หรือนั้นเป็นเพียงฉันที่รู้สึกไปเองคนเดียว
จากการพบกันครั้งแรก เธอมีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายกับฉัน
จากนั้นสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราก็มีส่วนช่วยสร้างความสัมพันธ์นี้ขึ้นมา
ฉันมักหวังไว้ลึกๆ ว่าเราจะได้อยู่ด้วยกัน
แต่แล้วสิ่งที่ฉันหวังไว้มันก็พังทลาย ในวันที่เราต้องจากกัน
ถึงจะปฏิเสธมันอย่างไร มันก็ไม่เป็นผลเพราะความกล้าของฉันไม่เพียงพอ
ที่จะแหวกกฏเกณท์ต่างๆ ทางสังคมความเสียใจที่แสดงออกมา
เป็นน้ำตาที่ไหลรินอาบสองแก้ม...
ขอให้เพียง เธอรู้ว่าฉันรู้สึกอย่างไร และแสดงสิ่งที่เธอรู้สึกให้ฉันรู้
แล้วเราจะให้สิ่งนั้นเป็นพลังก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปด้วยกัน
ฉัน…
every day, every night, i will say "i miss you"
การสื่อสารโดย โทรเลข จดหมาย เคยมีความสำคัญอย่างมากใน
ยุคเกษตรกรรมของเมืองไทย เนื่องจากระยะทางและการคมนาคม
ยังลำบากมาก การที่จดหมายฉบับหนึ่งจะไปถึงมือรู้รับได้ ต้องใช้ทั้งเวลา
และยังแบกเอาความรู้สึกของผู้ส่งใส่ซองลงไปในจดหมายนั้นๆ ด้วย
ดังนั้นการได้รับจดหมายในยุคนั้นจึงเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญอย่างมาก
และการที่จะส่งไปถึงมือผู้รับนั้นจะต้องมีที่อยู่ บ้านเลขที่ชัดเจน แต่หากเกิด
อุปสรรคระหว่างทาง นายไปรษณีย์โดนเสือขย่ำตายระหว่างทาง
รถขนไปรษณีย์เกิดคว่ำ ฯลฯ อีกมากมายหลายกรณี ซึ่งแน่นอนว่าเป็น
โอกาสที่จะเกิดน้อยมาก

อ้างอิงจาก Links
ฉะนั้นจดหมายที่ไปไม่ถึงเหล่านั้นอาจจะสูญสลาย กลายเป็นขยะอยู่ข้างถนน
หรือเป็นซากปุ๋ยใต้โคนต้นไม้ แต่หากเปรียบกับ การสื่อสาร ในปัจจุบันแล้ว
ความรวดเร็วเป็นเรื่องที่สำคัญ ทุกๆอย่างถูกกระทำทุกวิธีทางที่จะทำให้เร็วที่สุด
แม้กระทั้งจดหมาย ซึ่งปัจจุบันจดหมายกลายเป็น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์
(Email) ที่สามารถส่งให้ถึงมือผู้รับได้อย่างฉับไว แต่กระนั้นก็ยังมี Email
บางฉบับที่ไปไม่ถึงมือผู้รับเพราะอาจจะเกิดจากการพิมพ์ Email Address
หรือการตกไปอยู่ในกล่อง Junk ในกรณีที่ไม่ได้ถูกแอดไว้ใน contact list
และถูกระบบรักษาความปลอยภัยทำลายทิ้งสูญสลายหายไปอย่างทาวร...

และเป็นที่น่าเศร้าที่ข้อความในจดหมายข้างต้นไปไม่ถึงจุดหมายของ
มันตามจุดประสงค์ของผู้ส่ง
เรื่องและภาพ : cherishmoon
วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
Deep Inside Myself
เมื่อไร
เสียงกรี้ดร้อง ดังก้อง ในห้องเล็กๆ ฉันล้มตัวลงนอนกองกับพื้น
สิ่งของภายในห้องกระจัดกระจาย ฉันเอื้อมหยีบเศษกระจก
แล้วบรรจงกรีดลงบนผิวหนัง และกดแรงลงลึกถึงบริเวณหัวใจ
น้ำตาไหลมิใช่จากอาการเจ็บจากแผล แต่เป็นความเสียใจ
จากสิ่งที่เรียกว่า "รัก" ใครจะรู้บ้างว่า ฉันทำไมต้องเป็นอย่างนี้
ทนทุกข์ทรมานกับความทรงจำอันแสนเลวร้าย ...
เมื่อไรกัน ที่ฉันจะหายไปจากโลกที่แสนปวดร้าวตรงนี้ เมื่อไรกัน เมื่อไร

ลาก่อน
ฉันใช่มีดกระหน่ำแทงร่างที่อยู่ตรงหน้า ด้วยอาการบ้าคลั้งขาดสติ
ห้องที่เต็มด้วยเลือดกระเซนแดงฉาน ใบหน้าของฉันเปรอะด้วยเลือด
และน้ำตาอาบไหลรินสองแก้ม เบ้าตาที่แดงกล่ำและเชอะแชะด้วยน้ำตา
ฉันเสียใจกับสิ่งที่กำลังกระทำอยู่
แต่ไม่อาจต้านทานแรงแค้นมันมีเหนือยิ่งมากกว่า
ครั้งสุดท้ายฉันทิ่มแทงสุดกำลังตรงกลางหัวใจ
จากนั้นฉันก็โซซัดโซเซหลังพิงผนัง
ร่างกายเริ่มทรุดตัวลงทรุดนั่ง ในตาเมอลอยและพร่ามัว
เปลือกตาค่อยปิดลงอย่างช้าๆ
แล้วฉันก็ล้มตัวลงนอนอย่างไม่มีวันที่จะตื่นขึ้นมาอีก
ฉันมาถึงจุดสุดท้ายของฉันแล้ว
ลาก่อน โลกที่โหดร้าย ลาก่อน ความทรงจำที่ขมขืน
ลาก่อน ความรักที่หลอกลวง ลาก่อน
เรื่องและภาพประกอบ : cherishmoon
วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
Wonderful tonight : ค่ำคืนที่มิอาจลืม

เสียงเพลงแผ่วเบาที่คล้อยตามสายลมมาเสมือนเสียงกระซิบของธรรมชาติ
Wonderful tonight บทเพลงนี้ที่คุ้นหู มันเป็นเพลงของนักกีตาร์ชื่อก้องโลก
Eric Clapton เนินนานเสียจริงๆ ที่ไม่ได้ยินบทเพลงนี้
ผมหยุดยืนแล้วหลับตาลงสักครู่เพื่อระลึกความทรงจำเกี่ยวกับบทเพลงนี้
มันมีบรรยากาศที่หนาวเย็นในฤดูหนาวปลายเดือนธันวาคม แบบวันนี้
ไม่นานนัก ผมก็ลืมตา มันเป็นวันที่ผมขอผู้หญิงคนหนึ่งแต่งงาน
จากนั้นผมเดินตามเสียงเพลงนั้นไป เหมือนร่างกายถูกสะกดด้วยมนต์เสน่ห์
ของบทเพลง เลียงเพลงนั้นดังมาจากในร้านกาแฟเล็กๆ ผมยังจำใบหน้า
ที่อาบไปด้วยน้ำตาด้วยความดีใจ ในถ้อยคำที่ผมบอกเธอ รอยยิ้มของเธอ ริมฝี
ปากสีชมพูอ่อน แล้วรอยจุมพิตยังคงตราตรึงในห้วงแห่งความทรงจำของผม
ผมเดินผ่านร้านกาแฟนั้นไป โดยยังมีเสียงของบทเพลง Wonderful tonight
ลอยตามมาอยู่ ผมตรงไปที่ร้านดอกไม้ สั่งดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่
ผมรู้ว่าเธอชอบ เธอเคยบอกว่ากุหลาบขาวเปรียบเสมือนความรักที่บริสุทธิ์
ซึ่งนั้นก็คือความรักที่ฉันให้คุณเสมอ และมันไม่มีเหตุผลใด
ที่ผมจะไม่เอาไปให้เธอในวันนี้
จากบทเพลงที่ได้ยินทำให้ผมมีความคิดที่จะทำให้วันแห่งความทรงดีๆ
วันนั้นกลับมา เพื่อให้เธอรู้ไว้ว่า ผมยังคงรักเธอเสมอ ผมไม่รีรอที่จะมุ่งหน้า
เดินตรงไปยังร้านขายกีตาร์ ผมหยุดอยู่ที่หน้าร้านเพราะ
สะดุดตากีตาร์สีขาวตัวหนึ่ง ผมคิดว่าตัวนี้ล่ะ เพราะนั้นจะแทนเสียงของความรัก
ที่บริสุทธิ์ของผมที่มีต่อเธอ ผมจะเล่นให้เธอฟัง เพื่อบอกเธอว่าผมรักเธอ…
ผมหยุดลงตรงหน้าเธอแล้วบรรจงว่างช่อดอกกุหลาบสีขาวที่เธอชอบ
“คุณชอบไหมที่รัก ผมเอามาให้คุณเหมือนทุกครั้ง แต่วันนี้ผมมีพิเศษกว่านั้น
ผมมีบทเพลงที่เราคุ้นเคยกันดีมาเล่นให้คุณฟังด้วย
ผมหวังว่าคุณก็คงยังไม่ลืมเช่นกัน” จากนั้นก็เริ่มบรรเลง…
It's late in the evening
She's wondering what clothes to wear
She puts on her make-up and brushes her long brown hair
And then she asks me do I look alright
And I say yes, you look wonderful tonight
We go to a party(We go out)
And everyone turns to see
This beautiful lady (beautiful lady)
who's walking around with me
And then she asks me do I feel alright
And I say yes, I feel wonderful tonight
I feel wonderful because
I see the love that's right in your eyes.
And the wonder of it all is that you just don't
realise how much I love you
It's time to go home now' yes it is
And I've got an aching head
So I gave her the car keys
And she helped me in to bed
And then I tell her as I turn down the lights
I say darling you were wonderful tonight
You look wonderful,
you're everything I need and more
You look wonderful,
so beautiful tonight
You look wonderful,
you never leave me wanting more
You look wonderful, so beautiful tonight
น้ำตาลแห่งความสุขของผม
หลั่งไหลจากความดีใจที่ได้ทำเพื่อคุณที่รักของผม…
แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ส่องผ่านสองเราเป็นเงายาว
อากาศที่หนาวเย็นนั้นไม่สามารถจะทำให้หัวใจของผม
ที่มีความรักอันบริสุทธิ์ของคุณอยู่ตลอดเวลา คุณรอผมนะ
แล้วผมจะมานอนเคียงข้างคุณที่สุสานแห่งนี้
“ Oh my darling you were wonderful tonight ”
“ ความรักมักยิ่งใหญ่สำหรับคนสองคนเมื่อ
ถ้าคนสองคนนั้นเถิดทูลความรักนั้น “
เรื่องและภาพประกอบ : cherishmoon
วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ทะเล อิสระ และ ขอบเขต : Real Freedom

ฉันพุ่งกระโจนลงทะเล และดำดิ่งลงสู้ก้นทะเล
ที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆ ณ เวลานี้รอบตัวฉัน
ทุกอย่างมืดมิด ฉันลอยอยู่ใจกลางทะเลลึก
ความคิดที่ฟุ้งซ่านเริ่มหยุดนิ่ง
ความเหน็บหนาวที่รับรู้จากน้ำทะเลค่อยๆ จางหาย
ล่องลอย ไร้การควบคุม ปล่อยใจ ปล่อยกาย
ตามธรรมชาติของทะเล
ร่างกายที่เสมือนไร้วิญญาณ ก็โผล่ขึ้นบนผิวน้ำทะเล
ฉันลอยนิ่งมองดูดวงดาวบนท้องฟ้า
ยามค่ำคืนที่สว่างไสวของดวงดาวนับล้านๆ
ทุกดวงต่างจ้องมองดูสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ชีวิตหนึ่ง
อย่างน่าขบขัน คงต่างพากันนินทากับการกระทำฉัน
เพราะฉันสังเกตุเห็นแสงกระพิบที่ดวงดาว
แต่ละดวงกระพิบส่งหากัน มันไม่ต่างอะไรกับรหัสมอส
ที่เราเคยใช้ในโลกใบนี้
และแล้วร่างของฉันก็จมดิ่งลงสู้ก้นบึ้งของทะเล
ฉันดีใจที่มันเป็นเช่นนั้น…ชีวิตก็แค่นี้
เลือกเกิดไม่ได้ แต่ฉันเลือกที่จะตายได้
มีความสุขจัง ชีวิตเล็กๆของฉัน
วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553
คำนึง ณ ร้านชายชบา

สายฝนพร่ำที่หลั่งหลินลงบนพื้นถนน น้ำฝนที่เจิ่งนองเป็นย่อมๆ
แสงไฟสลัวที่ส่องแสงออกมาจากร้านค้าที่เรียงรายภายในซอย
ซอยเล็กๆนี้เองที่เป็นส่วนเติมเต็มให้กับชีวิตนักศึกษาบางส่วนในมหาวิทยาลัย
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีฉันอยู่ด้วย
ขณะที่ฉันนั่งอยู่ในร้านกาแฟ ร้านชายชบา โดยผู้คนรอบๆ
ข้างต่างก็พากันดำเนินกิจกรรมกันอยู่ บรรยากาศที่สับสนวุ่นวาย
ฉันค่อยๆ ลี่เสียงเหล่านั้นลง เพื่อจะเข้าสู่โลกส่วนตัวด้วยกลิ่นกาแฟหอมๆ
ที่โพยพุ่งออกมาจากแก้วกาแฟโบราณ ควันที่โชยขึ้นแสดงถึงอุณหภูมิภายในแก้ว
เสียงเพลง jazz ที่คลอมาตามสายลมที่แผ่วเบา อากาศเย็นๆ ชื่นๆ
จากฝนที่ตกลงมาพร่ำๆ ตรึงความคิดและจินตนาการของฉันให้หยุด
ณ บรรยากาศตรงนี้ ฉันนั่งอยู่ด้านหลังร้าน มองเหมอออกไปอย่างไร้จุดหมาย
แล้วฉันก็เริ่มปลดปล่อยความคิดและจินตนาการให้ล่องลอยอย่างอิสระ
ไม่นานนักภาพความทรงจำก็ได้ผุดออกมาเป็นระยะๆ
จากความคิดและจินตนาการ มิตรภาพระหว่างเพื่อน
มิตรภาพระหว่างพี่น้อง เกิดขึ้นที่นี้บ่อยครั้ง บ้างก็สุข บ้างก็เศร้า ปะปนกันไป
นึกถึงก็ทำให้ฉันอดยิ้มเสียไม่ได้
ฮืม.. กาแฟรสชาติดีจังวันนี้ ฉันพูดกับตัวเองเบาๆ
สายฝนเริ่มที่จะโปรยปรายหนักขึ้นทุกที ทำให้บรรยากาศที่เคยวุ่นวายนั้น
กลับค่อยๆเงียบลงจนได้ยินเสียงเพลงปนเสียงสายฝน
เสียงสายฝนที่ตกลงกระทบหลังคาสังกะสีเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง
โต๊ะหน้าร้านที่ถูกสายฝนสาดจนละอองน้ำรวมตัวกันเป็นหยดน้ำเล็กๆ
ต้นโมกดูสดใสและส่งกลิ่นหอมคลุกเคล้ากับกลิ่นไอดิน
ชั่งเป็นกลิ่นที่แปลกแต่ก็ลงตัวอย่างน่าฉงน
ยิ่งมองดูบรรยากาศรอบๆตัวแล้ว ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกเหงาจับใจ
ฉันนั่งอยู่ที่ร้านนั้นอย่างคนไร้ที่ไป นั่งมองผู้คนที่เดินหลบสายฝน
บางคนก็ยืนมองสายฝนด้วยอาการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
รอการหยุดของสายฝน แต่ในใจของผู้คนเหล่านั้น กำลังคิดอะไรอยู่
นั้นเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดาได้เลย
ตอนนี้ผู้คนในร้านชายชบาที่บางตานั้นเป็นภาพที่ลงตัวในองค์ประกอบ
ต่างคนต่างมีกิจกรรมทำที่แตกต่างกัน แต่ล้วนอยู่ในสถานะที่เหมือนกันคือ
ทุกคนต่างชื่นชอบกาแฟเช่นเดียวกัน อย่างน้อยในโลกใบใหญ่นี้
ก็ยังดีที่ยังมีพื้นที่เล็กๆ ให้กับกลุ่มคนน้อยๆ
ได้มารวมตัวกันทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ
สายฝนที่ตกลงมาหนักขึ้นทุกทีๆ จนกลบเสียงเพลง jazz
ที่คลออย่างแผ่วเบาหายไปกับเสียงสายฝนกระทบหลังคาสังกะสี
บรรยากาศนี้มันชั่งเป็นมีดที่กำลังกีดลงบนหัวใจฉันอย่างช้าๆ และทารุณ
ดั่งประโยคกินใจจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ว่า
"แผลที่ใหญ่ที่สุดในหัวใจคือ การมีตัวตนอยู่ ประโยคที่ออกมาจากใจ
กับการดำรงอยู่ของชีวิตแต่ละวัน ยิ่งบาดซ้ำรอยแผลให้ยิ่งขยายใหญ่ขึ้น
ความเจ็บปวดรวดร้าว หัวใจที่ถูกบีบให้สลายครั้งแล้วครั้งเล่า
เสียงตะโกนกู่ก้องร้องออกมาว่า
พอแล้ว! พอแล้ว! ฉันไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว"
ข้อความนี้กลายมาเป็นสิ่งตอกย้ำความทรงจำอันแสนปวดร้าวและบาดลึกลง
ไปในเนื้อเยื้อชั้นล่างสุดของหัวใจที่เหี่ยวแห้ง
แล้วชีวิตที่ไร้สิ่งจูงใจจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไรกัน
แต่ฉันก็ยังคงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อสิ่งที่เรียกว่า ความฝัน
ที่ยังเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจที่เหี่ยวแห้งของฉันอยู่และขับเคลื่อนหัวใจ
ร่างกายให้ดำเนินต่อไปในชีวิตประจำวัน
เรื่องและภาพ โดย cherishmoon
เป็นบทความที่เขียนไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว
เพื่อระลึกถึงสถานที่ที่มีคุณค่าทางจิตใจ



















